วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ต้นลีลาวดี


ประวัติ
                  ลีลาวดี/ลั่นทม เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ สำรวจพบครั้งแรกโดย ชาลส์ ปลูมีเย (Charles Plumier) นักสำรวจพรรณไม้ และนักเขียนชาวฝรั่งเศส (ระหว่าง ค.ศ. 1646 – 1706) เมื่อครั้งเดินทางไปหมู่เกาะคาริบเบียน เพื่อหาพันธุ์ไม้แปลกใหม่ตามพระประสงค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส หลังจากนั้น นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ โจเซฟ ปีตง เดอ ตูร์เนอฟอร์ (Joseph Pitton deTournefort) ได้ตั้งชื่อให้ว่า Plumieria เพื่อเป็นเกียรติแก่ชาลส์ ปลูมีเย แต่ภายหลังได้เพี้ยนเป็นชื่อสกุล Plumria 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
 ลำต้น
ลีลาวดี เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็ก สูง 6-12 เมตร เรือนยอดมีรูปไข่หรือรูปร่ม แตกกิ่งแผ่กว้าง ลำต้นมีลักษณะกลม เปลือกสีเขียวอมเทา เมื่ออายุมาก บริเวณแผลที่ก้านใบหลุดร่วงจะเกิดเป็นตุ่มนูนทั่วลำต้น ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางสีขาว มีพิษต่อเนื้อเยื่ออ่อนของร่างกาย เช่น ใบหน้า ดวงตา ริมฝีปาก ใบหู เป็นต้น

 ใบ
ใบลั่นทมเป็นใบเดี่ยว ใบมีรูปไข่กลับหัว รูปหอกแกมรูปไข่กลับหัว ออกบริเวณกิ่ง และเรียงสลับเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง มีเส้นใบแบบขนนก เส้นใต้ใบนูนเด่นชัด ใบมีสีเขียวอ่อนจนถึงสีเขียวเข้มเป็นมัน บางพันธุ์ใบไม่เป็นมันเงา
 ดอก
ดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบบริเวณปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 8-16 ดอก จัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรเพศผู้เชื่อมติดกับโคนกลีบดอก เกสรเพศเมียมีสีเหลือง และประกอบด้วยรังไข่อยู่เหนือกลีบดอก โคนกลีบดอกมีลักษณะเป็นหลอด ภายในมีขนอ่อนปกคลุม กลีบดอกมักพบทั่วไป 5 กลีบ หรืออาจมีถึง 11 กลีบ มีลักษณะเป็นรูปไข่หัวกลับเรียงซ้อนเป็นวงเหลื่อมกัน ปลายกลีบดอกมน และโค้งออก มีหลายสี เช่น สีขาว ชมพู เหลือง ส้ม แดง ม่วง หรือสีผสมในดอกเดียวกัน ส่งกลิ่นหอม ออกดอกตลอดปี แต่ดกมากในช่วงหน้าแล้ง หรือตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม– พฤษภาคม
 ผล
ผลเป็นฝักคู่ รูปรียาว ตรงกลางโป่งพองเล็กน้อย บริเวณขั้ว และปลายแหลม กว้าง 2-3 เซนติเมตร ผิวเปลือกมีสเขียว เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มหรือสีแดง และเป็นสีน้ำตาลจนถึงดำเมื่อแก่จัด และจะแตกเป็นสองซีกเมื่อแก่จนฝักแห้ง ภายฝักมีเมล็ดประมาณ 25 – 100 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะแบน มีปีกติดที่ด้านใดด้านหนึ่งของเมล็ด
จัดทำโดย
นายสหฤทธิ์  ศรีเพ็ชร ม.5/3 เลขที่ 12
อ้างอิง
http://puechkaset.com/%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B5/

วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ไดโนเสาร์ คาร์โนทอรัส

ไดโนเสาร์ คาร์โนทอรัส


คาร์โนทอรัส (อังกฤษ: Carnotaurus) ค้นพบที่ทุ่งราบพาร์ตาโกเนียของอาร์เจนตินา มีเขาอยู่บนหัว 2 เขา เป็นลักษณะที่พิเศษของคาร์โนทอรัส และมีขาหน้าที่สั้นมากเมื่อเทียบกับเทอโรพอดชนิดอื่นๆ ชื่อของมันมีความหมายว่ากิ้งก่ากระทิง ขนาดประมาณ 7.5 เมตร หนักประมาณ 2 ตัน ซึ่งถือว่าเบาเมื่อเทียบกับขนาดตัว ซึ่งทำให้มันเป็นไดโนเสาร์ที่ปราดเปรียวและว่องไวอีกชนิด อาศัยอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนปลายเมื่อประมาณ 75-80 ล้านปีก่อน

จัดทำโดย 
นางสาวสุพรรษา แตงอ่อน เลขที่ 24 ม.5/3

หอยชักตีน

หอยชักตีน


หอยชักตีน (ชื่อวิทยาศาสตร์Laevistrombus canariumเป็นชื่อของหอยทะเลชนิดฝาเดียวเปลือกบางชนิดหนึ่ง โดยมีรูปร่างคล้ายหอยสังข์ขนาดเล็ก บางทีจึงเรียกว่า หอยสังข์ตีนเดียว
หอยชักตีนเป็นหอยที่ขูดกินสาหร่ายและซากอินทรียสารต่าง ๆ เป็นอาหาร การสืบพันธุ์เป็นแบบผสมภายใน โดยมีเพศผู้ เพศเมียแยกกัน จับคู่ผสมพันธุ์กัน หลังจากนั้นจะวางไข่มีวุ้นหุ้มลักษณะเป็นสายยาวสีขาว ขดเป็นกระจุกคล้ายเส้นหมี่ ไข่จะพัฒนาใช้ระยะเวลาประมาณ 4-5 วัน จึงฟักออกเป็นตัวลูกหอย ซึ่งจะดำรงชีวิตว่ายน้ำ กรองกินแพลงก์ตอนพืชเล็ก ๆ เป็นอาหารอยู่ประมาณ 11-14 วัน จึงพัฒนาเข้าสู่ระยะลงพื้น เปลี่ยนการดำรงชีวิตเป็นขูดกินตะไคร่สาหร่ายหรืออินทรียสารต่าง ๆ ลูกหอยที่ได้จากการเพาะพันธุ์จะเติบโตได้ขนาดความยาวเปลือก 0.5-1 เซนติเมตร ภายในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน
หอยชักตีนมักจะชอบอาศัยอยู่ตรงบริเวณชายหาดโคลนผสมกับทราย สามารถนำมารับประทานได้ เป็นหอยขึ้นชื่อของจังหวัดกระบี่
ที่มา : จิตติมา อายุตตะกะ. 2543. รายชื่อหอยทะเลของไทยที่พบทั่วไป : เสวนาวิชาการ เรื่อง การศึกษา วิชาการหอย ปี 2000.  ภาควิชาวิยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์. 2543. หน้า 162.
สมโภชน์ อัคคะทวีวัฒน์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา , 2540. หน้า 282.
Dnfe5.nfe.go.th./localdata/Rsouth/KraBe/culture3.html
จัดทำโดย 
นางสาวสุพรรษา แตงอ่อน เลขที่ 24 ม.5/3